• April 14, 2024

EE เดินหน้าปิด 3 ดีลยักษ์ มี.ค.นี้ ลุยสร้างซัพพายเชนกัญชงใหญ่สุดในอาเซียน

“อีเทอเนิล เอนเนอยี” เตรียมปิด 3 ดีลใหญ่ ภายในมีนาคมนี้ พร้อมยึดยุทธศาสตร์สร้าง Supply Chain กัญชงครบวงจร ใหญ่สุดในอาเซียน ด้านโบรกเกอร์แห่หนุนพร้อมให้ราคาพื้นฐานที่ 3 บาท

นาย วรศักดิ์ เกรียงโกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีเทอเนิล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ EE เผยถึงความคืบหน้าหลังประกาศงบการเงินที่มีกำไรสุทธิปี 2564 กว่า 195 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น 3,816% จากปีก่อน ว่าบริษัทยึดมั่นเป้าหมายเดิมคือเป็นผู้ดำเนินธุรกิจกัญชงครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

“ตามที่บริษัทเคยประกาศจะพัฒนาในธุรกิจกัญชงซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูงและด้วยกฎหมายที่อำนวยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจเพื่อแสวงหากำไรเชิงพาณิชย์ได้อย่างถูกต้อง”

ในวันนี้ EE เริ่มก้าวแรกอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการลงทุนในกัญชงต้นน้ำ กับ บริษัท แคนนาบิซ เวย์ จำกัด หรือ CW เจ้าของโรงเรือน Green House ขนาด 9,000 ตร.ม. ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีศักยภาพสูง และป้อนวัตถุดิบคุณภาพสู่ตลาดได้จำนวนมากพร้อมสัญญารับซื้อที่มีในมือที่มีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ถึงจุดนี้เราประสบความสำเร็จจากงานเพาะปลูกแล้ว โดยบนพื้นที่ 9,000 ตร.ม. เราได้ปลูก crop (รอบการปลูก) แรกจำนวน 50,000 ต้น แบ่งเป็น indoor และ outdoor อย่างละ 30,000 และ 20,000ต้น ตามลำดับ ซึ่งคาดว่าจะได้ช่อดอกแห้งไม่น้อยกว่า 5,000 กิโลกรัม ซึ่งมีราคาขายประมาณ 15,000 บาทต่อกิโลกรัม และคาดว่าการผลิตจะมีสาร CBD ไม่น้อยกว่า 15% ทั้งนี้เราคาดว่าจะสามารถปลูกได้ประมาณ 3-4 crop ต่อปี คิดเป็นประมาณการรายได้ไม่น้อยกว่า 330 ล้านบาทต่อปี สำหรับโครงการ CW”

ส่วนเป้าต่อไปคือ การพัฒนาอุตสาหกรรมกลางน้ำที่ปัจจุบันเราได้ศึกษามาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า จะใช้เทคโนโลยีอะไร เหลือเพียงสรุปรายละเอียดเรื่องพันธมิตร รวมถึงเรื่องอุปกรณ์ สเปกเครื่องสกัดอีกเล็กน้อย โดยเราตั้งเป้าแถลงถึงโครงการสกัดกลางน้ำในไตรมาส 2 และคาดว่าจะสร้างรายได้ในไตรมาส 4 ปี 2565

ในส่วนอุตสาหกรรมปลายน้ำเราตั้งเป้าจะพัฒนา ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เชิงสุขภาพ Premium Supplement Products ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงสุดหากเทียบกับประเภทอื่นๆ และมีคุณภาพตอบสนองกลุ่มเป้าหมายในระดับพรีเมียม (Premium Class) โดยบริษัทคาดการณ์ว่าจะสามารถออกผลิตภัณฑ์เหล่านี้สู่ตลาดภายในปี 2566 หรือเมื่อ supply ของวัตถุดิบหรือสารสกัดจากกัญชงในโครงการต้นน้ำของกลุ่มบริษัท EE มีปริมาณและเสถียรภาพมากพอ

“Roadmap ทั้งหมดนี้ ถือเป็นการเดินตามแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ขององค์กร นั่นคือ EE เราตั้งเป้าจะเป็นผู้นำทางด้านธุรกิจกัญชงครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเราจะนำเทคโนโลยีด้านการเกษตร (Smart Farming) และการสกัด มาผนวกกับทีมงานวิจัยด้านต่างๆ เพื่อเชื่อมรวมเข้าด้วยกันและนำสู่ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสูงสุด”

ล่าสุดนี้ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KGI) ได้ประเมินราคาบริษัท EE (ณ วันที่ 26 มกราคม 2565) ไว้ที่ 3 บาทต่อหุ้น โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าตลาดมีความต้องการผลิตภัณฑ์จากกัญชงสูง เนื่องจากสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ โดยเฉพาะสารสกัด CBD จากช่อดอกกัญชง รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม กระแสความนิยมบริโภคกัญชงคาดว่าจะเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในช่วง 1 – 3 ปีแรก จะเป็นปัจจัยหนุนราคาผลิตผลกัญชง เนื่องจากอุปทานยังมีจำกัด รวมทั้งภาครัฐฯยังมีการสนับสนุนด้วยการห้ามนำเข้าผลิตผลจากกัญชงไปอีก 4 ปี (ถึงปี 2568) จะเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวผลการดำเนินงานที่ดีของ EE ผลิตผลจากกัญชงจากแหล่งเพาะปลูกของ CW มีสัญญารับซื้อจากผู้ประกอบการขั้นกลางน้ำแล้ว

การประเมินจากการดำเนินงานของ CW เพียงโครงการเดียว คาดกำไรเฉลี่ยปีละ 200 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2565 ถึงปี 2567 จึงแนะนำ “ซื้อ” เป้าพื้นฐาน 3.0 บาท หรือ upside 43%

อ้างอิง
https://www.bangkokbiznews.com/business